JWD โชว์รายได้รวม Q3/63 ที่ 993.8 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นจากไตรมาสก่อนหน้า รับดีมานด์โลจิสติกส์และซัพพลายเชนฟื้นตัวเร็ว ลุ้นรายได้ทั้งปีสูงกว่าเป้าหมาย

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWD ทำผลงานไตรมาส 3/63 เติบโตดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าสวนกระแสเศรษฐกิจ ทำรายได้รวม 993.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 72.5 ล้านบาท เติบโต 50.7% จากไตรมาสก่อนหน้า หลังธุรกิจส่วนใหญ่ฟื้นตัวเร็วและธุรกิจใหม่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ ธุรกิจรับฝากและบริหารสินค้าอันตราย ธุรกิจบริหารสินค้าทางรางและบริหารท่าเทียบเรือชายฝั่ง คลังสินค้าห้องเย็น ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสในไต้หวัน คาดภาพรวมรายได้ทั้งปีสูงกว่าเป้าหมาย

ดร.เอกพงษ์ ตั้งศรีสงวน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการธุรกิจในช่วงไตรมาส 3/2563 ได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชนส่วนใหญ่ มีการเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้มีรายได้รวมอยู่ที่ 993.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 887.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 72.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.7% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ทำได้ 48.1 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจที่เติบโตได้ดี ได้แก่ ธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ มีรายได้ฟื้นตัวเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยพบว่าโรงงานผู้ผลิตรถแบรนด์ชั้นนำที่เป็นลูกค้าของบริษัทฯ กลับมาเดินเครื่องในอัตรากว่า 80% ของกำลังการผลิต ประกอบกับได้เริ่มงานโครงการใหม่หลายโครงการที่เลื่อนมาจากช่วงต้นปี ส่วนธุรกิจรับฝากและสินค้าอันตรายมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากไตรมาสก่อนหน้า ธุรกิจขนส่งสินค้าในประเทศได้รับผลดีจากการขนส่งยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็นยังคงระดับรายได้สูงต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังรับรู้รายได้จากธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสในไต้หวัน มีรายได้ไตรมาส 3 เติบโตได้ดี หลังขยายการให้บริการจัดเตรียมวัตถุดิบแก่ผู้ประกอบการฟาสต์ฟู้ดชั้นนำ และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก Transimex Corporation ประเทศเวียดนาม

ส่วนธุรกิจที่ลงทุนใหม่มีแนวโน้มการเติบโตตามเป้าหมาย ได้แก่ บริหารสินค้าทางราง (Rail Yard Management) และบริหารท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่ง (Barge Terminal) ในเขตพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี มีรายได้จากบริการยกขนและเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์สินค้านำเข้าที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ภายหลังการประกาศให้ใช้ท่าเทียบเรือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ส่วนบริการโลจิสติกส์ที่เจาะกลุ่ม B2C เช่น บริการจัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิด่วน (JWD Express) และบริการอีคอมเมิร์ซโลจิสติกส์ที่ร่วมมือกับ ซีเจ โลจิกสติกส์ รายได้เติบโตเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่ให้บริการขนส่งครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งธุรกิจให้บริการห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่ามีอัตราเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นจากทั้ง 6 สาขา

ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ถือว่าดีกว่าคาดไว้ โดยมีรายได้รวม 2,847.2 ล้านบาท เติบโต 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,671.6 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 214.1 ล้านบาท แม้ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีการปรับตัวที่ดีขึ้นหลัง COVID-19 ในประเทศคลี่คลาย ประกอบกับสามารถลดค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร (SG&A) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนได้กว่า 44 ล้านบาท

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2563 คาดว่าจะทำรายได้รวมกว่า 3,800-4,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการเดิมที่ตั้งเป้าหมายรักษายอดขายทรงตัวจากปีก่อนเนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 หลังจากภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกมีอัตราเติบโตที่ดี และภาพรวม

ธุรกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายสำหรับธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงกลางปี 2564 ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจากับผู้ผลิตยานยนต์แบรนด์ชั้นนำอีกหลายรายเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ ส่วนธุรกิจบริหารสินค้าทางรางและบริหารท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่ง คาดว่าจะมีปริมาณงานยกขนและเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์สินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มรายได้จากการให้บริการแก่ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าส่งออกอีกด้วย คาดว่าในปี 2564 จะมีปริมาณงานยกขนและเคลื่อนย้ายเฉลี่ยเดือนละ 15,000 ตู้ สำหรับธุรกิจคลังสินค้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างคลังจัดเก็บเอกสารและคลังห้องเย็นอาคาร 9 เพิ่มเติม โดยจะใช้ระบบโรโบติกส์ในการจัดเก็บสินค้าช่วยลดต้นและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2564 ส่วนคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit โครงการแรกในนิคมฯ นวนคร พร้อมเปิดดำเนินการแล้ว บริษัทฯ จะเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากค่าเช่าและค่าบริหารอาคารคลังสินค้าโครงการดังกล่าว 

“เรามั่นใจว่าจะสามารถทำผลการดำเนินงานในปีนี้ได้ดีกว่าภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ด้วยโมเดลธุรกิจของ JWD ที่ขยายการลงทุนในไทยและภูมิภาคอาเซียน มีพอร์ตธุรกิจด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนที่หลากหลาย จึงสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสามารถกลับมาสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและแข็งแกร่ง” นายชวนินทร์ กล่าว